เรื่องที่ 647 ทนายสอนน้อง ...เรื่อง ความผิดต่อเจ้าพนักงาน 18


                สวัสดีครับ วันนี้ผมจะเริ่มขึ้นมาตรา 200 แล้วนะครับ ท่านที่เพิ่งเข้ามาชมเว็บไซท์นี้ ผมขอแนะนำให้อ่านตอนก่อนๆ ย้อนหลังไปสัก 2-3 ตอนนะครับเพื่อจะได้ทราบที่มาก่อนมาถึงมาตรานี้ ซึ่งก็เหมือนเดิมครับ ผมจะให้องค์ประกอบของความผิดไป  แทนที่จะยกบทบัญญัติของกฎหมายมาทั้งหมด เพื่อให้เกิดความเข้าในตัวบทนั้นๆ ยิ่งขึ้น  แต่ถ้าตัวบทไม่ซับซ้อนก็จะยกมาลงทั้งหมดเช่นกันครับ
                มาตรา 200 มีองค์ประกอบความผิดดังนี้ครับ
                1. เป็นเจ้าพนักงานในตำแหน่งพนักงานอัยการ ผู้ว่าคดี พนักงานสอบสวน พนักงานผู้มีอำนาจสืบสวนคดีอาญาหรือจัดการให้เป็นไปตามกฎหมายอาญา แต่ไม่รวมถึงผู้พิพากษานะครับ บุคคลข้างต้นที่ผมยกมาในข้อ 1 เป็นเจ้าพนักงานที่อาจมีความผิดตามมาตรานี้ หากกระทำการใดๆ ครบองค์ประกอบในข้อต่อๆ ไปด้วยทั้งหมด
                2. กระทำการหรือไม่กระทำการอย่างใดๆ ในตำแหน่งอันเป็นการมิชอบ (ต้องเป็นการมิชอบเท่านั้น ถ้าชอบก็ไม่ผิดครับ) 
                3. เพื่อช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดมิให้ต้องรับโทษหรือได้รับโทษน้อยลง
                องค์ประกอบข้อนี้ ถ้าหากว่าเป็นการแกล้งให้บุคคลใด ได้รับโทษหรือได้รับโทษหนักขึ้น หรือถูกบังคับตามวิธีการเพื่อความปลอดภัย ก็จะกลายเป็นเหตุฉกรรจ์ตามวรรคสองของมาตรา 200 ครับ
                4. เจตนา ถ้าไม่มีเจตนาก็ไม่ผิด 
                ผมขอยกเป็นอุทาหรณ์ให้อ่านกันบ้างนะครับ 
                “ดำรง เป็นเจ้าพนักงานตำรวจ มีอำนาจสืบสวนสอบสวนคดีอาญา ประจำสถานีตำรวจภูธรอำเภอแห่งหนึ่งครับ  ได้รับแจ้งความจากดำเกิง ว่ามีคนร้ายแอบมาลักเรือและเครื่องยนต์ของตนไป แต่ดำรงกลับไม่ยอมลงรับแจ้งความในประจำวันเป็นหลักฐาน ต่อมาได้มีคนช่วยจับคนร้ายที่ลักทรัพย์ดังกล่าวไว้ได้  ดำรงซึ่งไม่ยอมลงบันทึกประจำวันให้ดำเกิงแต่แรก เนื่องจากไม่อยากทำคดีให้ยุ่งยากจึงได้ปล่อยตัวคนร้ายไป ทำให้ดำเกิงผู้เสียหายไม่พอใจมาก กรณีดังกล่าวถือได้ว่าดำรงได้ปฏิบัติหรือละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบเพื่อให้เกิดความเสียหายแก่ดำเกิงตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 157 และยังเป็นการกระทำการในตำแหน่งหน้าที่อันเป็นการมิชอบเพื่อช่วยให้คนร้ายมิต้องรับโทษตามมาตรา 200 วรรคแรก แต่เนื่องจากการกระทำของดำรง เป็นความผิดกรรมเดียวแต่ผิดต่อกฎหมายหลายบท จึงต้องลงโทษตามมาตรา 157 
ซึ่งเป็นบทหนักครับ”
                ต่อไปดูฎีกาอีกสักเรื่องครับ เป็นตัวอย่างที่วินิจฉัยเกี่ยวกับองค์ประกอบในข้อสามที่ผมให้ไว้ข้างต้น
                คำพิพากษาฎีกาที่ 959/2537 “ พนักงานสอบสวนได้เอาคำให้การเดิมของผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาไปเปลี่ยนคำให้การใหม่โดยอ้างว่าผู้ต้องหาและผู้กล่าวหาไม่ประสงค์จะให้การตามคำให้การเดิมแล้ว แต่การกระทำของพนักงานสอบสวนดังกล่าวเป็นการช่วยให้ผู้ต้องหาไม่ต้องรับโทษ เพราะคำให้การเดิมของผู้ต้องหา ให้การรับสารภาพ และผู้กล่าวหาก็ยืนยันว่าผู้ต้องหาได้กระทำความผิดจริง กรณีเข้าองค์ประกอบความผิดตามมาตรา 200 เพราะกระทำเพื่อช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ให้รับโทษหรือรับโทษน้อยลง
                การกระทำเพื่อช่วยบุคคลหนึ่งบุคคลใดไม่ให้รับโทษหรือรับโทษน้อยลงนี้หมายถึงบุคคลอื่นนะครับ ถ้าหากตัวเองเป็นผู้ร่วมกระทำผิดด้วย หรือกระทำเพื่อช่วยตัวเองให้พ้นผิด ไม่ถือว่าผิดตามมาตรา 
200 นี้
                ขอย้ำอีกนิดนะครับว่ามาตรา 200 มักจะคู่กับมาตรา 157 ส่วนมาตรา 201 มักจะคู่กับมาตรา 149 (2 มาตราหลังนี้ผมเคยกล่าวถึงไปแล้วในตอนที่ 9) เวลาวินิจฉัยต้องดูเทียบกันไปด้วยนะครับ เพื่อให้ใช้ได้อย่างถูกต้องและแม่นยำยิ่งขึ้น สำหรับมาตรา 200 รวมทั้งกลุ่มความผิดเกี่ยวกับการให้ เรียก รับสินบน การปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบหรือโดยทุจริตซึ่งดำเนินมาถึง 18 ตอน ผมขอจบลงเพียงเท่านี้นะครับ คราวต่อไปผมจะเริ่มกลุ่มความผิดเกี่ยวกับการต่อสู้ขัดขวางขัดขืน วันนี้ขอลาไปก่อน สวัสดีครับ 
 

ศักดิ์ระพี น้อยท่าทอง (ทนายความ)
www.fpmconsultant.com
e-mail : sakrapee@fpmconsultant.com

อีเมล์ผู้ส่ง
อีเมล์เพื่อน
ข้อความ :