เรื่องที่ 624 ทนายสอนน้อง ...เรื่อง การประกันชีวิต (ตอนที่ 4)


                สวัสดีท่านผู้อ่านทุกท่านครับ คราวที่แล้วผมพูดไว้ถึงหลักของการทำสัญญาประกันชีวิตที่ว่า 
“หลักเปิดเผยความจริง” มาดูกันครับว่าถ้าขณะทำสัญญาประกันชีวิต ผู้เอาประกันหรือผู้ถูกเอาประกันไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือได้แจ้งข้อความอันเป็นเท็จ ผลจะเป็นอย่างไร 
                ผลคือสัญญาประกันภัยนั้นจะตกเป็นโมฆียะ ครับ แต่การไม่เปิดเผยข้อความจริง หรือการแจ้งข้อความเป็นเท็จดังกล่าว ต้องเป็นเหตุให้ผู้รับประกันเชื่อถือและยอมรับประกันด้วยเบี้ยประกันต่ำกว่าที่ควรหรือถ้าทราบความจริงดังกล่าว ผู้รับประกันก็จะไม่ยอมทำสัญญาด้วยเลย 
                การที่สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะนี่เอง ทำให้ผู้รับประกันมีสิทธิบอกล้างสัญญาได้ภายใน 
1 เดือน นับแต่ทราบข้อมูลว่าได้มีการปกปิดความจริงหรือแถลงความเท็จ หรือหากมิได้รู้ข้อมูลดังกล่าว ก็ต้องบอกล้างภายใน 5 ปี นับแต่วันทำสัญญา มิฉะนั้นสิทธิในการบอกล้างจะเป็นอันระงับไป ซึ่งในใบคำขอเอาประกันชีวิต ก็มักมีข้อความเตือนผู้เอาประกันให้ตอบแบบสอบถามตามความเป็นจริง หากปกปิดแล้วบริษัทผู้รับประกันมีสิทธิปฏิเสธไม่จ่ายค่าสินไหมทดแทนได้
                กรณีมีปัญหาว่า การที่ผู้เอาประกัน ทิ้งช่องว่างไว้ไม่กรอกคำตอบลงในแบบคำถามผู้รับ
ประกัน จะถือว่าเป็นการปกปิดไม่เปิดเผยข้อความจริงหรือไม่
                กรณีอย่างนี้ถือว่าเป็นการปกปิดแล้ว ท่านผู้อ่านลองนึกภาพตาม  รู้แล้วแต่ไม่เขียนถือว่าปกปิดหรือไม่ ?  ถ้าหากว่าความจริงนั้นเป็นข้อสำคัญควรเขียนลงไปแต่ไม่เขียน ทำให้สัญญาประกันชีวิตเป็นโมฆียะดังกล่าว
                ต่อมามีคำถามว่า  ในกรณีที่ผู้เอาประกันชีวิตตนเอง ได้แจ้งอายุของตนต่อผู้รับประกันภัยผิดจากความเป็นจริง จะมีผลในทางกฎหมายอย่างไร
                ผลในทางกฎหมาย แยกพิจารณาเป็นกรณีได้ดังนี้
               1. กรณีที่แจ้งอายุสูงกว่าความเป็นจริง ไม่เป็นเหตุให้มีการกำหนดเบี้ยประกันภัยต่ำ จึงไม่มีผลต่อสัญญาประกันภัยแต่อย่างใด
               2. กรณีแจ้งต่ำกว่าความเป็นจริง เป็นเหตุให้ผู้รับประกันภัยมีสิทธิจะลดจำนวนเงินที่จะต้องใช้ลงตามส่วน
               3. ถ้าผู้รับประกันภัยสามารถพิสูจน์ได้ว่า อายุที่แท้จริงของบุคคลนั้น อยู่นอกเหนืออัตรา ตามทางการค้าปกติของผู้รับประกันภัยถือว่าสัญญานั้นเป็นโมฆียะ ซึ่งผู้รับประกันมีสิทธิบอกล้างได้ภายในเวลา 
1 ปี นับแต่เวลาที่รู้ความจริง หรือ 10 ปี นับแต่วันทำสัญญา เมื่อบอกล้างแล้วผู้รับประกันภัยต้องคืนเบี้ยประกันภัยทั้งหมดแก่ผู้เอาประกัน
               4. การแจ้งอายุผิดความจริง ถึงแม้จะแจ้งโดยสุจริต ก็ไม่มีผลที่แตกต่างไปจากที่กล่าวมาแล้วข้างต้น
               ทีนี้มาดูกรณีปัญหาต่อไป ถ้าผู้เอาประกันชีวิตได้แจ้งไว้ในคำขอเอาประกันว่าตนมิได้เป็นโรคร้ายล่ะ คือหลังจากทำสัญญาแล้ว เพิ่งตรวจพบว่าตนเป็นโรคร้ายแรง เช่นเป็นโรคเอดส์ ดังนี้ผู้ถูกเอาประกันต้องแจ้งให้บริษัทประกันทราบหรือไม่
               คำตอบคือ ไม่จำเป็นครับ เพราะกฎหมายกำหนดไว้แต่ว่า ขณะทำสัญญาประกันผู้เอาประกันต้องเปิดเผยข้อความจริง  เมื่อผู้ถูกเอาประกัน มาทราบภายหลัง ว่าตนเป็นโรคเอดส์ จึงไม่จำเป็นต้องแจ้งให้บริษัททราบแต่อย่างใด
               อายุความการฟ้องร้อง เรียกให้ผู้รับประกันภัยใช้เงินตามสัญญาประกันชีวิต หรือเรียกให้คืนเบี้ยประกันตามสัญญาต้องฟ้องภายในกำหนดเวลาเท่าใด
               อายุความกำหนดไว้ว่าต้องฟ้องภายในกำหนดเวลา 10 ปี นับแต่เกิดสิทธิเรียกร้อง ซึ่งต่างกับกรณีประกันวินาศภัย อันมีอายุความเพียง 2 ปี เช่นนายแดงได้เอาประกันชีวิตตนเองไว้กับบริษัท สงสารประกันภัย จำกัด โดยกำหนดให้นายดำบุตรของตนเป็นผู้รับประโยชน์  หลังจากนั้นภายในอายุสัญญาประกันชีวิตนายแดงถึงแก่ความตาย นายดำในฐานะผู้รับประโยชน์ย่อมมีสิทธิเรียกร้องในเงินตามสัญญาประกันชีวิตจากบริษัท สงสารประกันภัย จำกัด ในฐานะผู้รับประกันภัยภายในกำหนด 10 ปี นับแต่นายแดงถึงแก่ความตาย 
               มาถึงตรงนี้เนื้อที่หมดเสียแล้ว ขอยกยอดไปต่อในตอนที่ 5 แล้วกันนะครับ ซึ่งจะพูดถึง “กรณีหากผู้ตายได้ทำประกันชีวิตไว้ และเสียชีวิตเพราะการกระทำของบุคคลอื่น เมื่อบริษัทประกันได้ใช้ค่าสินไหมทดแทนให้แก่ทายาทผู้ตายแล้ว ทายาทผู้นั้นจะยังคงมีสิทธิเรียกร้องค่าเสียหายจากผู้ทำละเมิดนั้นได้อีกหรือไม่” ลองไปคิดดูนะครับ แล้วคราวหน้ามาคุยกันต่อ 
               “การค้นเจอตัวเอง  เป็นภารกิจที่ยิ่งใหญ่”
               สวัสดีครับ


อนิรุทธ์  พิริยศักดิ์มนตรี (ทนายความ)
www.fpmconsultant.com
e-mail : dodo_@fpmconsultant.com

อีเมล์ผู้ส่ง
อีเมล์เพื่อน
ข้อความ :