เรื่องที่ 385 ทนายสอนน้อง ...เรื่อง กรรโชกทรัพย์ 2 ประกอบรีดเอาทรัพย์

               สวัสดีครับ ตอนนี้เป็นตอนที่ 2 ของเรื่องกรรโชกทรัพย์ ซึ่งเดิมทีผมเองก็ไม่คิดว่าจะได้เขียนถึง 2 ตอน แต่ในเมื่อเนื้อหาสำคัญยังไม่หมดก็ยังจบไม่ได้ครับ โดยตอนนี้ผมจะเพิ่มเติมเนื้อหาที่ค้างอยู่ของมาตรา 337 ในประเด็นที่ 1 เป็นการขู่ว่าจะจับเพื่อเรียกเอาประโยชน์ที่ตนไม่มีสิทธิจะได้รับเป็นกรรโชก เพราะเป็นการขู่ว่าจะกระทำอันตรายต่อเสรีภาพ  เทียบเคียงจากฎีกาที่ 5096/2540 ด้านล่างนี้ครับ 
                “จำเลยและนายบุญ ไปบ้านผู้เสียหาย นายบุญบอกผู้เสียหายว่าจำเลยเป็นตำรวจ จำเลยไม่ได้เป็นตำรวจและได้ยินคำพูดของนายบุญแล้วนิ่งเฉยไม่ปฏิเสธ เท่ากับจำเลยต้องการให้ผู้เสียหายเชื่อหรือเข้าใจตามที่นายบุญ พูด อีกทั้งจำเลยได้เรียกเงินจำนวน 2,000 บาท จากผู้เสียหาย แล้วขู่ว่าถ้าไม่ให้จะจับผู้เสียหาย พฤติการณ์เช่นนี้ถือได้ว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงาน แม้จำเลยไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็นเจ้าพนักงาน  แต่จำเลยมีพฤติการณ์ทำให้ผู้เสียหายเชื่อว่าจำเลยเป็นเจ้าพนักงานตำรวจจริง ทั้งผู้เสียหายเคยให้เงินแก่จำเลยเพื่อมิให้ถูกจับมาก่อน การที่จำเลยไปเรียกเงินกับผู้เสียหายอีก จนผู้เสียหายยอมให้เงิน 2,000 บาทแก่จำเลยไป เช่นนี้ถือว่าจำเลยได้แสดงตนเป็นเจ้าพนักงานและกระทำการเป็นเจ้าพนักงาน โดยที่จำเลยมิได้เป็นเจ้าพนักงานที่มีอำนาจกระทำการนั้น (ผิดตามมาตรา 245) และมีความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ผู้เสียหายตามมาตรา 337 อีกหนึ่งกระทง” 
                ประเด็นที่ 2 การขู่ว่าจะใช้สิทธิตามกฎหมายไม่เป็นความผิดฐานกรรโชก  ดูฎีกาตัวอย่างกันครับ เทียบเคียง ฎีกาที่ 599/2531 “นายเป็ด เป็นผู้ใหญ่บ้านที่ นายไก่ ขอให้ช่วยสืบหาคนร้ายที่ลักกระบือของตน นายเป็ดได้นัดนายหงส์ซึ่งเป็นลูกบ้านมาเจรจาตกลงกับนายไก่  ย่อมมีมูลทำให้นายไก่เข้าใจว่านายหงส์เป็นคนร้าย นายไก่จึงเรียกเงินจากนายหงส์เป็นค่ากระบือที่ถูกลักไปแลกกับการไม่ดำเนินคดีกับนายหงส์ โดยมีนายเป็ด ฝ่ายผู้เสียหายเป็นคนตกลงช่วยไกล่เกลี่ย จนนายหงส์ยอมให้เงินแก่นายไก่ ดังนี้ศาลฎีกาวินิจฉัยว่าเป็นการใช้สิทธิของตนโดยสุจริต ไม่เป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์
                อย่างไรก็ตาม การใช้สิทธิดังกล่าวนั้น ต้องเป็นการใช้สิทธิที่ไม่เกินสิทธิที่ตนเองมีอยู่ ถ้าเป็นการฉวยโอกาส เช่น มีสิทธิเรียกร้องเพียง 1,000 บาท แต่ใช้อำนาจแห่งสิทธิเรียกร้องถึง 10,000 บาท 
เช่นนี้ย่อมเป็นการข่มขืนใจและเป็นความผิดฐานกรรโชกได้
                นอกจากนี้การใช้กำลังประทุษร้ายหรือขู่เข็ญ ไม่จำเป็นต้องทำต่อผู้ถูกข่มขืนใจโดยตรง แต่อาจจะเป็นการกระทำต่อบุคคลที่สามเพื่อให้ผู้ที่ถูกข่มขืนใจเกิดความเกรงกลัวจนต้องจำยอมมอบสิ่งที่ผู้กระทำพึงประสงค์ให้ เช่น ดำเกิงขู่ว่าจะทำลายชื่อเสียงของบิดาดำรง หากดำรงไม่มอบเงินให้ เมื่อดำรงกลัวบิดาตนเสียชื่อเสียงจึงได้มอบเงินให้แก่ดำเกิงตามคำขู่ เป็นต้น
                ต่อไปเป็นเรื่องรีดเอาทรัพย์ตามมาตรา 338 ซึ่งมีองค์ประกอบแห่งความผิดเหมือนฐานกรรโชกทรัพย์(มาตรา 337) เกือบทุกประการ แต่แตกต่างเพียงว่า มาตรา 338 เป็นเรื่องขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับซึ่งถ้าเป็นการทำให้เกิดอันตรายต่อชื่อเสียง ก็จะเป็นความผิดฐานกรรโชกซ้อนอยู่ในตัว และการขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับนี้บางกรณีอาจไม่ใช่ความเสียหายที่เกิดแก่ชื่อเสียงก็ได้  , ความผิดฐานรีดเอาทรัพย์ วิธีการขู่เข็ญคือขู่เข็ญว่าจะเปิดเผยความลับเท่านั้น ซึ่งแคบกว่าการขู่เข็ญตาม 337 แต่ขณะเดียวกันผลที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดความกลัวต่อผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามกว้างกว่า เพราะ มาตรา 338 
ไม่ได้มีบัญญัติว่าการเปิดเผยความลับดังกล่าวนั้นอาจทำให้ผู้ถูกขู่เข็ญหรือบุคคลที่สามเสียหาย คำว่าเสียหายนี้มีความหมายค่อนข้างกว้าง คือไม่จำกัดว่าเสียหายต่ออะไร ส่วนความลับก็คือข้อเท็จจริงที่ไม่ประจักษ์แก่คนทั่วไปและเจ้าของประสงค์ที่จะปกปิด เพราะฉะนั้นสิ่งไหนจะเป็นความลับหรือไม่  ต้องพิจารณาตัวบุคคลนั้นเป็นสำคัญ และการเปิดเผยความลับนั้นถ้าจำเป็นต้องเปิดเผยเพราะมีอำนาจหน้าที่ตามกฎหมายก็ไม่มีความผิด
                เรื่องรีดเอาทรัพย์นี้ มีฎีกาเรื่องหนึ่งครับ ที่อาจลงโทษตาม 338 ได้แต่โจทก์บรรยายฟ้องมาขอให้ลงโทษตาม 337 ศาลก็เลยพิพากษาเอาผิดได้แค่นั้น ลองอ่านกันดูครับ
                ฎีกาที่ 1280/2543 “จำเลยเป็นส.ส. ได้โทรศัพท์ไปข่มขืนใจโจทก์ร่วมให้ยอมมอบเงินและรถยนต์แก่ตน โดยพูดขู่เข็ญว่าจะนำเรื่องผู้บริหารของบริษัท...ติดสินบนรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์...ไปอภิปรายในรัฐสภาและให้ข่าวแก่หนังสือพิมพ์ อันอาจเป็นอันตรายแต่ชื่อเสียงและทรัพย์สินของบริษัท...ซึ่งมี นาย ช.เป็นประธานกรรมการบริษัทและมีโจทก์ร่วมเป็นผู้ช่วยบริหารงานบริษัท จนเป็นเหตุให้โจทก์ร่วมยอมให้เงินสด 1,000,000 บาท กับรถยนต์กระบะ 1 คัน ให้แก่จำเลยตามที่ตกลงต่อรองกัน การกระทำของจำเลยจึงเป็นความผิดฐานกรรโชกทรัพย์ ตามมาตรา 337 วรรคแรก”  
                สรุปว่าฎีกานี้โจทก์ไม่บรรยายฟ้องขอให้ลงโทษตาม 338 ซึ่งมีอัตราโทษสูงกว่า ศาลฎีกาจึงพิจารณาลงโทษได้เฉพาะตามมาตรา 337 เท่านั้น เป็นอย่างไรบ้างครับ สองตอนที่ผ่านมาดูจะหนักในข้อกฎหมายอยู่มากถ้าเป็นไปได้ตอนหน้าผมอาจจะเปลี่ยนเป็นนำอุทาหรณ์มาลงบ้าง เพื่อลดความหนักของ
หัวข้อลง ซึ่งเรื่องความผิดเกี่ยวกับทรัพย์ที่ผมจะได้ไล่เรียงต่อไป คงเหลืออีกเพียงเล็กน้อยเท่านั้น อยากให้ท่านผู้อ่านได้ติดตามจนครบทุกตอนนะครับ สำหรับวันนี้สวัสดีครับ


ศักดิ์ระพี น้อยท่าทอง (ทนายความ)
www.fpmconsultant.com
e-mail : sakrapee@fpmconsultant.com

อีเมล์ผู้ส่ง
อีเมล์เพื่อน
ข้อความ :