เรื่องที่ 12 ทนายสอนน้อง ...เรื่องสัญญาจ้างทำของ (1)


            เมื่อเกิดสัญญาจ้างทำของขึ้น ความจำเป็นที่จะต้องเข้าใจและรู้หลักเกณฑ์ของกฎหมายที่บังคับคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายให้ปฏิบัติอย่างถูกต้องจะได้ไม่เกิดปัญหาภายหลัง จึงมีความจำเป็นที่ต้องนำมาพูดถึงเพราะมีปัญหาเกิดขึ้นอย่างมากจากการไม่เข้าใจกฎหมาย ซึ่งในวันนี้จะพูดถึงความหมายและหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้รับจ้างก่อน
            สัญญาจ้างทำของ เป็นสัญญาที่มีคู่สัญญา 2 ฝ่าย คือ ฝ่ายผู้ว่าจ้างฝ่ายหนึ่ง ซึ่งเป็นผู้ที่ตกลงให้ผู้รับจ้างทำการงานสิ่งใด จนสำเร็จให้แก่ตน แล้วจะจ่ายสินจ้างให้แก่ผู้รับจ้างอีกฝ่ายหนึ่ง ที่ตกลงรับจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนสำเร็จให้แก่ ผู้ว่าจ้าง โดยจะได้รับสินจ้างเป็นการตอบแทน ฉะนั้นบุคคลอื่นที่ไม่ใช่คู่สัญญาก็ไม่มีสิทธิเรียกร้องให้คู่สัญญาฝ่ายใดต้องปฏิบัติหน้าที่ตามสัญญาได้
            สัญญาจ้างทำของนั้นมีวัตถุประสงค์ที่สำคัญก็คือ การที่ผู้รับจ้างตกลงจะทำการงานสิ่งใดสิ่งหนึ่ง ให้แก่ผู้ว่าจ้างจนเป็นผลสำเร็จ ผู้ว่าจ้างมิได้ต้องการเฉพาะแรงงานของผู้รับจ้างเพียงอย่างเดียว ต้องการผลสำเร็จของงานด้วย เมื่อผู้รับจ้างทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างแล้ว ก็จะได้รับสินจ้างเป็นการตอบแทน จึงเป็นสัญญาต่างตอบแทน ที่คู่สัญญาทั้งสองฝ่ายมีหน้าที่ตอบแทนซึ่งกันและกัน
            นอกจากนี้ สัญญาจ้างทำของเป็นสัญญาที่เกิดขึ้น โดยการแสดงเจตนาและสมบูรณ์โดยการแสดงเจตนาตกลงกัน ไม่ต้องทำตามแบบและไม่ต้องมีหลักฐานอย่างไร ก็ฟ้องร้องบังคับคดีกันได้ เมื่อสัญญาจ้างทำของไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือแล้วการตั้งตัวแทนไปทำสัญญาจ้างทำของ ก็ไม่ต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือด้วย
            หน้าที่ของผู้รับจ้างที่สำคัญผู้รับจ้างต้องทำการงานให้แก่ผู้ว่าจ้างจนสำเร็จ ไม่ใช่สักแต่ว่าทำงานอย่างเดียว นอกจากนี้ งานที่ทำต้องเสร็จโดยไม่ชักช้าและไม่บกพร่อง ซึ่งหน้าที่และความรับผิดชอบของผู้รับจ้างทำของ สรุปได้ดังนี้
            1) ผู้รับจ้างต้องทำงานให้แก่ผู้ว่าจ้าง แต่การงานที่ผู้รับจ้างจะต้องทำจนสำเร็จนั้น มิได้หมายความว่า ผู้รับจ้างจะต้องลงมือทำด้วยตนเอง ผู้รับจ้างอาจเป็นเพียงผู้ควบคุมให้ลูกจ้างของตนหรือว่าจ้างผู้อื่นต่อให้ทำงานนั้นแทนตนทั้งหมด หรือบางส่วนก็ได้ เว้นแต่สาระสำคัญแห่งสัญญานั้นอยู่ที่ความรู้ ความชำนาญหรือความสามารถของผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างจึงไม่สามารถว่าจ้างผู้อื่นให้ทำงานแทนตนได้
            2) ผู้รับจ้างต้องยินยอมให้ผู้ว่าจ้างหรือตัวแทนตรวจการงาน เหตุผลก็เพื่อประโยชน์แก่ผู้ว่าจ้าง จะได้ตรวจดูว่าผู้รับจ้างได้ลงมือทำงานหรือไม่ ทำงานล่าช้าหรือมีข้อบกพร่องที่ไม่ตรงตามสัญญาประการใด จะได้ว่ากล่าวตักเตือนผู้รับจ้างให้ทำให้ถูกต้อง
            3) ผู้รับจ้างต้องลงมือทำงานและทำงานโดยไม่ชักช้า หลังจากทำสัญญาและก่อนส่งมอบ ถ้ามีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นว่า ผู้รับจ้างไม่เริ่มลงมือทำการงานในเวลาอันสมควรหรือผู้รับจ้างทำการงานล่าช้า ฝ่าฝืนข้อกำหนดของสัญญา หรือผู้รับจ้างทำการงานล่าช้าโดยปราศจากความผิดของผู้ว่าจ้าง ถ้าผู้ว่าจ้างคาดหมายได้ว่า การนั้นจะไม่เสร็จภายในเวลาที่ตกลงกันไว้ กฎหมายให้สิทธิแก่ผู้ว่าจ้างชอบที่จะเลิกสัญญาได้ มิต้องรอให้ถึงกำหนดส่งมอบงานนั้นเลย เพราะถ้ารอคอยถึงกำหนดความเสียหายก็จะเกิดขึ้นแน่ ผู้ว่าจ้างเมื่อเลิกสัญญาแล้วจะได้ไปทำสัญญาจ้างคนอื่นมาทำให้ทันได้
            4) ผู้รับจ้างต้องรับผิดในงานที่ชำรุดบกพร่อง หรือฝ่าฝืนข้อสัญญาระหว่างการทำงานก่อนส่งมอบ
            ตาม ป.พ.พ. มาตรา 594 บัญญัติว่า "ถ้าในระหว่างเวลาที่ทำการอยู่นั้น เป็นวิสัยจะคาดหมายล่วงหน้าได้แน่นอนว่า การที่ทำนั้นจะสำเร็จอย่างบกพร่อง หรือจะเป็นไปในทางอันฝ่าฝืนข้อสัญญา เพราะความผิดของผู้รับจ้างไซร้   ผู้ว่าจ้างจะบอกกล่าวให้ผู้รับจ้างแก้ไข สิ่งบกพร่องให้คืนดี หรือทำการให้เป็นไปตามสัญญาภายในเวลาอันควร ซึ่งกำหนดให้ในคำบอกกล่าวนั้นก็ได้ ถ้าและคาดกำหนดนั้นไป ท่านว่าผู้ว่าจ้างชอบที่จะเอาการนั้นให้บุคคลภายนอกซ่อมแซมหรือทำต่อไปได้ ซึ่งผู้รับจ้างจะต้องเสี่ยงต่อความเสียหายและออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้น"
            เงื่อนไขที่ผู้ว่าจ้างจะมีสิทธิบอกกล่าวแก่ผู้รับจ้าง ตามมาตรานี้คือ 
                      4.1) ในระหว่างเวลาที่ทำการอยู่นั้นเป็นวิสัยจะคาดหมายล่วงหน้าได้แน่นอน ว่างานนั้นจะออกมาบกพร่อง
                      4.2) การที่ทำนั้นจะสำเร็จอย่างบกพร่องหรือจะเป็นไปในทางอันฝ่าฝืนข้อสัญญา
                      4.3) การที่ทำนั้นจะสำเร็จหรือจะเป็นไปในทางอันฝ่าฝืนข้อสัญญาเพราะความผิดของผู้รับจ้าง
เมื่อเข้าเงื่อนไขดังกล่าวแล้ว ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกและเอางานนั้นให้บุคคบภายนอกทำต่อไปได้ ค่าเสียหายและค่าใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นผู้รับจ้างจะต้องเป็นผู้รับผิดชอบ
            5) ผู้รับจ้างต้องส่งมอบงานไม่ชักช้า
            ตาม ป.พ.พ. มาตรา 596 บัญญัติว่า "ถ้าผู้รับจ้างส่งมอบการงานที่ทำไม่ทันเวลาที่ได้กำหนดไว้ในสัญญาก็ดี หรือถ้าไม่ได้กำหนดเวลาไว้ในสัญญา เมื่อล่วงเป็นเวลาอันควรแก่เหตุก็ดี ผู้ว่าจ้างชอบที่จะได้ตัดสิ้นจ้างลง หรือถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาอยู่ที่เวลา ก็ชอบที่จะเลิกสัญญาได้"
            ในกรณีนี้ โดยหลักแล้วผู้ว่าจ้างได้จ้างผู้รับจ้างให้ทำงานให้ก็หวังว่า ผู้รับจ้างจะทำงานนั้นเสร็จภายในกำหนดระยะเวลาที่ตกลงกันไว้ แต่ถ้าผู้รับจ้างทำงานไม่เสร็จสิ้นภายในกำหนด กฎหมายได้ให้สิทธิแก่ผู้ว่าจ้าง 2 ประการคือ (ก) ผู้ว่าจ้างมีสิทธิลดสินจ้างได้ (ข) ถ้าสาระสำคัญแห่งสัญญาจ้างอยู่ที่เวลาแล้ว ผู้รับจ้างส่งมอบงานชักช้า ผู้ว่าจ้างมีสิทธิบอกเลิกสัญญาได้
            6) ผู้รับจ้างต้องรับผิดในความชำรุดบกพร่อง ในงานที่ทำขณะและหลังส่งมอบ
            ผู้ว่าจ้างให้ผู้รับจ้าง ทำงานใดให้ก็ตาม ก็หวังว่าจะได้รับมอบงานนั้นอย่างเรียบร้อยไม่บกพร่อง และผู้รับจ้างก็ต้องทำงานนั้นให้สำเร็จอย่างไม่บกพร่อง หากปรากฏว่างานที่ทำนั้นสำเร็จอย่างบกพร่อง ผู้รับจ้างก็ต้องรับผิดต่อผู้ว่าจ้าง เว้นแต่ว่าผู้รับจ้างไม่ต้องรับผิดในกรณีต่อไปนี้คือ
                      6.1) ความชำรุดบกพร่อง เกิดขึ้นเพราะสัมภาระที่ผู้ว่าจ้างเป็นผู้จัดหาให้หรือเกิดขึ้นเพราะคำสั่งของผู้ว่าจ้าง
                      6.2) ผู้ว่าจ้างยอมรับมอบงานที่ชำรุดบกพร่อง โดยไม่อิดเอื้อน
            หน้าที่และความรับผิดชอบของผู้ว่าจ้างที่สำคัญก็มีเท่านี้ เนื้อที่ของคลีนิคทนายก็หมดลงเสียก่อน 
คราวหน้าเราจะมาว่าต่อถึงเรื่องสิทธิและหน้าที่ของผู้ว่าจ้างกันต่อไป จึงขอจบลงเพียงเท่านี้ก่อน / 
บรรณานุกรม คำอธิบายกฎหมายจ้างแรงงาน จ้างทำของ ดร.ไผทชิต เอกจริยกร


โดย... ชินโรจน์  ศรัณย์สมบัติ (ทนายความ)

อีเมล์ผู้ส่ง
อีเมล์เพื่อน
ข้อความ :